เดอะ คราวน์ ไม่ใช่แค่ซีรีส์ชีวประวัติของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แต่เป็นกระจกสะท้อนความเปราะบางของอำนาจ ความเสียสละส่วนตัว และวิวัฒนาการของสถาบันกษัตริย์อังกฤษในยุคสมัยที่โลกเปลี่ยนผ่าน ด้วยฝีมือการเขียนบทอันเฉียบคมของปีเตอร์ มอร์แกน และงานโปรดักชั่นระดับภาพยนตร์ ซีรีส์เรื่องนี้จึงครองใจผู้ชมทั่วโลกมา 6 ซีซั่นอย่างสมศักดิ์ศรี
| ชื่อต้นฉบับ | The Crown |
|---|---|
| ปีออกอากาศ | 2016 |
| แนว | หนังชีวิต |
| ซีซัน/ตอน | 6 ซีซัน / 60 ตอน |
| ผู้กำกับ | Peter Morgan |
| เรท | TV-MA |
| คะแนน TMDB | 8.2/10 (2,345 โหวต) |
ดู เดอะ คราวน์ ได้ที่ไหน
Netflix


เนื้อเรื่องย่อ (ไม่สปอยล์ตอนจบ)
เดอะ คราวน์ เล่าเรื่องราวของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ตั้งแต่ทรงขึ้นครองราชย์ในวัยเยาว์ จนถึงช่วงปลายรัชกาล โดยแต่ละซีซั่นจะเจาะลึกเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์และวิกฤตส่วนพระองค์ ตั้งแต่ความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนกับเจ้าชายฟิลิป ปัญหาครอบครัวของเจ้าชายชาร์ลส์และเจ้าหญิงไดอาน่า ไปจนถึงแรงกดดันจากสาธารณชนและการเมือง ซีรีส์นำเสนอทั้งแง่มุมส่วนตัวและสาธารณะของราชวงศ์ โดยไม่ละเลยรายละเอียดทางประวัติศาสตร์ที่ได้รับการค้นคว้าอย่างพิถีพิถัน
งานการแสดงและตัวละคร
การแสดงในเดอะ คราวน์ ถือเป็นจุดแข็งที่สุดของซีรีส์ โดยเฉพาะการรับบทสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ของนักแสดงสามรุ่น ได้แก่ แคลร์ ฟอย (ซีซั่น 1-2), โอลิเวีย โคลแมน (ซีซั่น 3-4) และอิเมลดา สตอนตัน (ซีซั่น 5-6) ซึ่งแต่ละคนถ่ายทอดบุคลิกที่แตกต่างกันของราชินีได้อย่างน่าเชื่อถือ อิเมลดา สตอนตันในซีซั่นสุดท้ายแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งและความอ่อนแอที่ซ่อนอยู่ภายใต้พระวรกายที่ดูสงบนิ่ง ขณะที่โดมินิก เวสต์ ในบทเจ้าชายชาร์ลส์ก็นำเสนอความขัดแย้งภายในของทายาทผู้โหยหาความรักและการยอมรับได้อย่างลึกซึ้ง
งานกำกับ ภาพ และดนตรี
งานกำกับของปีเตอร์ มอร์แกนและทีมผู้กำกับรับเชิญนั้นเน้นความละเอียดอ่อนในการเล่าเรื่อง แต่ละฉากถูกจัดวางอย่างมีศิลปะ ภาพถ่ายสวยงามตระการตา โดยเฉพาะการถ่ายทำในสถานที่จริงของพระราชวังและสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ ดนตรีประกอบโดยฮันส์ ซิมเมอร์และรูเพิร์ต เกร็กสัน-วิลเลียมส์ ยกระดับอารมณ์ของซีรีส์ให้ยิ่งใหญ่และกินใจ การใช้เพลงคลาสสิกและเพลงออริจินัลช่วยเสริมบรรยากาศของยุคสมัยได้อย่างลงตัว
บทวิเคราะห์จากกองบรรณาธิการ
เดอะ คราวน์ ไม่ได้เป็นเพียงการเล่าประวัติศาสตร์ซ้ำ แต่เป็นบทวิเคราะห์เชิงลึกเกี่ยวกับความหมายของการเป็นกษัตริย์ในยุคที่สถาบันถูกตั้งคำถาม ซีรีส์ชวนให้ผู้ชมตั้งคำถามถึงความสมดุลระหว่างชีวิตส่วนตัวและหน้าที่สาธารณะ และผลกระทบของสื่อมวลชนต่อราชวงศ์ ประเด็นที่โดดเด่นคือการพรรณนาถึง ‘ความเงียบ’ และ ‘การอดทน’ ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ราชินีทรงยึดถือ แต่ก็ทำให้พระองค์ดูห่างเหินจากประชาชน การเล่าเรื่องที่เน้นมุมมองของราชวงศ์มากกว่าสายตาประชาชนทำให้ได้เห็นมิติที่ซับซ้อนของตัวละครที่มักถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์มากกว่ามนุษย์
นักแสดงนำ






จุดเด่น
- การแสดงชั้นเยี่ยมของนักแสดงทุกยุคทุกสมัย
- บทละครที่เฉียบคมและเนื้อหาครบถ้วนทางประวัติศาสตร์
- โปรดักชั่นระดับภาพยนตร์ ภาพสวย ดนตรีไพเราะ
จุดด้อย
- ความยาวของแต่ละตอนอาจทำให้บางคนรู้สึกยืดเยื้อ
- การโฟกัสที่มุมมองของราชวงศ์อาจทำให้ขาดมุมมองที่หลากหลาย
สรุป
เดอะ คราวน์ คือมาสเตอร์พีซที่ควรค่าแก่การรับชมสำหรับทุกคนที่ชื่นชอบดราม่าคุณภาพสูง การแสดงระดับรางวัล และการเล่าเรื่องที่ชวนคิด ซีรีส์นี้ไม่เพียงให้ความบันเทิง แต่ยังเปิดมุมมองใหม่ต่อสถาบันกษัตริย์และมนุษย์ที่อยู่เบื้องหลังมงกุฎ หากคุณมองหาซีรีส์ที่ทั้งอิ่มเอมและหนักหน่วงในคราวเดียว นี่คือตัวเลือกที่สมบูรณ์แบบ
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
เดอะ คราวน์ ดูตอนไหนก่อน? ต้องเรียงตามซีซั่นไหม?
ควรดูตามลำดับตั้งแต่ซีซั่น 1 เพราะเนื้อเรื่องต่อเนื่องกันตามช่วงเวลา แต่ละซีซั่นครอบคลุมยุคสมัยที่แตกต่างกัน
เดอะ คราวน์ มีกี่ซีซั่น? จบหรือยัง?
มีทั้งหมด 6 ซีซั่น 60 ตอน จบสมบูรณ์แล้ว โดยซีซั่นสุดท้ายออกอากาศในปี 2023
เดอะ คราวน์ เป็นเรื่องจริงแค่ไหน? มีส่วนที่แต่งขึ้นไหม?
ซีรีส์สร้างจากเหตุการณ์จริง แต่มีการแต่งเติมบทสนทนาและรายละเอียดบางอย่างเพื่อความน่าดู อย่างไรก็ตาม โครงเรื่องหลักและเหตุการณ์สำคัญอิงประวัติศาสตร์
เดอะ คราวน์ เหมาะกับคนที่ไม่ชอบซีรีส์ประวัติศาสตร์ไหม?
เหมาะ เพราะซีรีส์เน้นดราม่าครอบครัวและความสัมพันธ์มากกว่าการเล่าประวัติศาสตร์แบบตรงไปตรงมา ผู้ชมทั่วไปสามารถสนุกกับเนื้อหาได้โดยไม่ต้องรู้ประวัติศาสตร์อังกฤษมาก่อน





